ตรวจตาบอดสีด้วยตัวเอง ทำได้ไหม? 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับภาวะตาบอดสี

ปัจจุบันหลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับการตรวจสายตามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง “ตาบอดสี” เพราะเกี่ยวข้องกับหลายอาชีพ เช่น ตำรวจ ทหาร วิศวกร พนักงานควบคุมอุปกรณ์ รวมถึงผู้ที่ต้องขับรถบ่อย ๆ แต่แม้จะเป็นเรื่องใกล้ตัว คนจำนวนมากก็ยังไม่รู้ว่าตาบอดสีคืออะไร ตรวจอย่างไร หรือสามารถตรวจเองที่บ้านได้ไหม

วันนี้ THE NEXT ขอรวบรวมทุกเรื่องเกี่ยวกับตาบอดสีแบบเข้าใจง่าย พร้อมสรุป “ความเชื่อผิด ๆ” ที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน เพื่อให้คุณตรวจและดูแลตัวเองได้ถูกต้องที่สุดค่ะ

ตาบอดสีคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร

ตาบอดสี (Color Blindness) คือภาวะที่ดวงตาไม่สามารถแยกสีบางสีได้แบบปกติ โดยเฉพาะสีที่มีโทนใกล้กัน เช่น แดง–เขียว เหลือง–ส้ม ม่วง–น้ำเงิน ภาวะนี้ไม่ได้หมายถึงมองเห็นโลกเป็นขาวดำอย่างที่หลายคนคิด แต่มักเป็นการ “แยกแยะบางสีได้ยาก” ต่างหากค่ะ

👁 ตาบอดสีเกิดจากอะไร?
ภายในจอประสาทตามีเซลล์รูปกรวย (Cone cell) ซึ่งทำหน้าที่รับรู้สีหลัก 3 สี คือ

  • แดง (Red)
  • เขียว (Green)
  • น้ำเงิน (Blue)

หากเซลล์เหล่านี้ผิดปกติหรือขาดไปบางส่วน จะทำให้มองเห็นสีผิดเพี้ยน

สาเหตุหลักของตาบอดสี

  • กรรมพันธุ์ (พบบ่อยที่สุด): ส่งผ่านทางโครโมโซม X ทำให้ผู้ชายพบมากกว่าผู้หญิงประมาณ 20 เท่า
  • ภาวะทางตาอื่น ๆ: เช่น จอประสาทตาเสื่อม, ต้อหิน, เบาหวานขึ้นตา
  • ผลข้างเคียงจากยา: เช่น ยารักษาโรคหัวใจบางชนิด
  • อาการหลังผ่าตัดตา: เช่น เปลี่ยนเลนส์ตาอาจมีการรับรู้สีต่างไปเล็กน้อย

ตาบอดสีจึงไม่ใช่โรคอันตราย แต่เป็น “ภาวะการมองเห็นที่แตกต่าง” ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตบางด้านเท่านั้นค่ะ

รู้ได้อย่างไรว่าเรามีอาการตาบอดสี

หลายคนเป็นแต่ไม่เคยรู้ เพราะอาการไม่ได้รุนแรงและไม่เจ็บปวดอะไร สัญญาณที่พบบ่อยคือ…

  • ✔ รู้สึกว่าสีบางสี “คล้ายกันมาก”: เช่น ส้มกับแดง หรือเขียวกับน้ำตาล ดูแทบไม่ออก
  • ✔ คนอื่นบอกว่าสีที่เราเห็นไม่เหมือนกัน: มักเกิดตอนเลือกเสื้อผ้า หรือเลือกสีของสิ่งของ
  • ✔ อ่านสัญญาณไฟหรือตัวอักษรสีได้ยากกว่าปกติ
  • ✔ รู้สึกว่าสีไม่สดหรือซีดลงกว่าคนทั่วไป
  • ✔ มีคนในครอบครัวเป็นตาบอดสี: เพราะส่วนใหญ่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ถ้าพบหลายข้อข้างต้น มีโอกาสสูงว่าอาจมีภาวะตาบอดสีค่ะ

วิธีตรวจตาบอดสีด้วยตัวเอง ควรตรวจเองหรือไปพบแพทย์

หลายคนถามว่าตรวจเองที่บ้านได้ไหม? คำตอบคือ… ตรวจเองได้ในเบื้องต้น แต่ไม่แม่นยำ 100%

✔ วิธีที่นิยมที่สุด คือ “แบบทดสอบอิชิฮาระ (Ishihara Test)”
เคยเห็นภาพวงกลมจุด ๆ ที่มีตัวเลขซ่อนอยู่ไหมคะ? นั่นคือแบบทดสอบตาบอดสีที่ใช้แพร่หลายที่สุดในโลก

🔎 วิธีทำ: มองภาพ 3–5 วินาที แล้วอ่านตัวเลขหรือเส้นทางที่ซ่อนอยู่ หากอ่านผิดหลายภาพ = มีโอกาสตาบอดสีบางประเภท

✔ ปัจจัยที่ทำให้ “ตรวจเอง” ผิดพลาดได้

  • หน้าจอมือถือสีเพี้ยน
  • ความสว่างไม่พอดี
  • ภาพถูกปรับแต่งสี
  • ทำในที่แสงไม่เหมาะสม

นี่คือสาเหตุที่หลายคน “คิดว่าตัวเองเป็น” ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้เป็น แล้วควรตรวจเอง หรือไปพบแพทย์ดีกว่า?

💡 สรุปแบบง่าย ๆ

  • ตรวจเอง = คัดกรองเบื้องต้น
  • ตรวจที่คลินิกหรือร้านแว่นมาตรฐาน = ผลแม่นยำกว่า
  • ตรวจโดยจักษุแพทย์ = แม่นที่สุด และวินิจฉัยชนิดตาบอดสีได้ชัดเจน

หากต้องใช้ผลตรวจยืนยันสำหรับอาชีพหรือใบรับรองต่าง ๆ ➡ ต้องตรวจแบบมาตรฐานจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นค่ะ

5 ความเชื่อผิด ๆ ที่หลายคนเข้าใจเกี่ยวกับตาบอดสี

แม้ภาวะนี้มีข้อมูลทางการแพทย์ชัดเจน แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดมากมาย มาดูว่าข้อไหนจริง–ข้อไหนไม่จริงกันค่ะ

1) “ตาบอดสีคือมองเห็นแต่ขาวดำ” — ❌ ไม่จริง
คนตาบอดสีส่วนใหญ่ยังมองเห็นสีอื่นได้ปกติ แต่ “สีกลุ่มใกล้กัน” จะสับสนเท่านั้น

2) “ผู้หญิงไม่มีทางตาบอดสี” — ❌ ไม่จริง
ผู้หญิงเป็นน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นไม่ได้ พบประมาณ 0.5% ของผู้หญิง และ 8–10% ของผู้ชาย

3) “ตาบอดสีทำให้ขับรถไม่ได้” — ❌ ไม่จริง
ส่วนใหญ่ ขับรถได้ตามปกติ เพียงต้องแยกตำแหน่งไฟ (บน–กลาง–ล่าง) แทนการดูสีเป็นหลัก ในบางอาชีพที่ต้องจำแนกสีละเอียด จะมีข้อจำกัดบ้าง

4) “กินวิตามินแล้วหายตาบอดสีได้” — ❌ ไม่จริง
ตาบอดสีแบบพันธุกรรม ไม่มีทางรักษาหาย แต่แบบที่เกิดจากโรคตาหรือยาบางชนิด อาจดีขึ้นได้ตามสาเหตุ

5) “เลนส์แก้ตาบอดสีช่วยให้เห็นสีได้เหมือนคนปกติ” — ❌ ไม่จริง
เลนส์ตาบอดสีช่วย “เพิ่มความต่างของสีบางคู่” ทำให้แยกได้ดีขึ้นในบางสถานการณ์ แต่ ไม่สามารถทำให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติได้

แนะนำวิธีดูแลตัวเองถ้ามีอาการตาบอดสี

แม้ตาบอดสีจะรักษาให้หายไม่ได้ (ถ้าเป็นแบบกรรมพันธุ์) แต่สามารถปรับตัวให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นได้ดังนี้ค่ะ

  • ใช้อุปกรณ์ช่วยแยกสี: เช่น แอปมือถือ ตัวช่วยอ่านสี หรือเลนส์สำหรับเพิ่ม contrast
  • จัดระบบการเลือกเสื้อผ้า: เลือกชุดที่โทนชัดเจน เช่น ดำ–ขาว–เทา เพื่อลดความผิดพลาด
  • ใช้สัญลักษณ์แทนสี: เช่น ติดสติ๊กเกอร์รูปทรงต่าง ๆ กับสิ่งของที่ต้องแยกบ่อย
  • แจ้งเพื่อนร่วมงาน–ครอบครัว: ทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับการเลือกสี
  • ตรวจสายตาเป็นประจำ: เพื่อดูว่ามีโรคตาอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือสวมแว่นที่มีเลนส์แก้ตาบอดสี

วิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากภาวะตาบอดสี

สำหรับตาบอดสีแบบกรรมพันธุ์ ป้องกันไม่ได้ แต่สำหรับตาบอดสีที่เกิดขึ้นภายหลัง สามารถลดความเสี่ยงได้ค่ะ

  • ✔ ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อม
  • ✔ ระวังผลข้างเคียงจากยา หากยาบางชนิดทำให้เห็นสีผิดเพี้ยน ควรแจ้งแพทย์ทันที
  • ✔ ป้องกันแสงยูวี สวมแว่นกันแดดคุณภาพดี เพื่อปกป้องเซลล์ Cone จากแสงที่เป็นอันตราย
  • ✔ ตรวจตาปีละครั้ง เพื่อคัดกรองโรคที่อาจส่งผลต่อการรับรู้สี เช่น ต้อหิน

สรุป

ตาบอดสีคือภาวะที่ทำให้แยกสีบางคู่ยาก ไม่ใช่มองแค่ขาวดำ ตรวจเองได้เบื้องต้น แต่ผลที่แม่นยำต้องตรวจกับผู้เชี่ยวชาญ ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับตาบอดสียังมีมาก เช่น เลนส์ช่วยให้หาย หรือกินวิตามินแล้วหาย

แม้รักษาไม่ได้ แต่สามารถปรับตัวและใช้เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นได้ หากสงสัยว่าตนเองเป็น ควรตรวจอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ผลตรวจสำหรับอาชีพ สามารถเข้ามาปรึกษาและตรวจวัดสายตาได้ที่ THE NEXT ทุกสาขาค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ตาบอดสีรักษาได้ไหม?

ถ้าเป็นแบบกรรมพันธุ์ → ไม่หาย
ถ้าเกิดจากยา หรือโรคตา → บางกรณีดีขึ้นได้เมื่อรักษาต้นเหตุ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า